ในยุคที่การเดินทางทางอากาศเติบโตอย่างรวดเร็ว สนามบินทั่วโลกต้องเผชิญกับความท้าทายสำคัญคือ จำนวนผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่พื้นที่และทรัพยากรของสนามบินยังคงมีขีดจำกัด การลดเวลารอคอยและเพิ่มความลื่นไหลของการเดินทางจึงกลายเป็นหัวใจของการพัฒนา Smart Airport (สนามบินอัจฉริยะ)
แล้วจะดีกว่าไหม… ถ้าการเดินทางครั้งนี้ของคุณ มีเวลาเพิ่มขึ้นเกือบ 1 ชั่วโมง ตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้าสนามบิน
วันนี้ SKY ICT กำลังเปลี่ยนประสบการณ์การเดินทางของผู้โดยสารในสนามบินไทย ด้วยการนำ Aviation Technology (เทคโนโลยีการบิน) เข้ามายกระดับ Passenger Journey (เส้นทางการเดินทางของผู้โดยสาร) ให้รวดเร็ว ลื่นไหล และชาญฉลาดยิ่งขึ้น
ปฏิวัติ Passenger Journey ให้เร็วขึ้นกว่าเดิม
หนึ่งในความท้าทายสำคัญของสนามบินทั่วโลกคือ “จุดคอขวด” (Bottleneck) เช่น
- เคาน์เตอร์เช็คอินที่มีผู้โดยสารจำนวนมาก
- การตรวจเอกสารที่ใช้เวลานาน
- แถวตรวจคนเข้าเมืองที่ยาวเหยียด
SKY ICT จึงพัฒนาและนำเทคโนโลยีมาช่วยจัดการกระบวนการเหล่านี้ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่งผลให้ผู้โดยสารสามารถ ประหยัดเวลาได้เฉลี่ยถึง 50 นาทีต่อคน ในแต่ละเที่ยวบิน ความเร็วระดับวินาทีที่เกิดขึ้น ไม่ได้มาจากขั้นตอนที่ถูกตัดทอน แต่เกิดจาก ระบบดิจิทัลอัจฉริยะที่ช่วยให้ทุกขั้นตอนทำงานได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว

3 จุดสำคัญที่ช่วยเซฟเวลาการเดินทาง
1. Check-in & Bag Drop
ประหยัดเวลาได้มากกว่า 25 นาที ด้วยระบบ Self Check-in Kiosk (ตู้เช็คอินด้วยตนเอง) และ Self Bag Drop (เครื่องโหลดกระเป๋าอัตโนมัติ) ผู้โดยสารสามารถจัดการขั้นตอนเช็คอินได้ด้วยตัวเองอย่างรวดเร็ว โดยไม่จำเป็นต้องรอคิวที่เคาน์เตอร์สายการบิน ข้อดีของระบบนี้ ได้แก่
- ลดความแออัดหน้าเคาน์เตอร์เช็คอิน
- ผู้โดยสารควบคุมขั้นตอนการเช็คอินได้ด้วยตัวเอง
- เพิ่มความรวดเร็วในการจัดการสัมภาระ
2. Pass Validation
ตรวจสอบเอกสารในเวลาเพียง 10 วินาที ระบบ Pass Validation ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลการเดินทาง เช่น
- Boarding Pass
- ข้อมูลผู้โดยสาร
- การยืนยันตัวตน
ทั้งหมดสามารถดำเนินการได้ภายใน ประมาณ 10 วินาที ช่วยลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อนและทำให้การผ่านจุดตรวจต่าง ๆ เป็นไปอย่างรวดเร็ว
3. Immigration (ด่านตรวจคนเข้าเมือง)
ผ่านด่านในเวลาเพียง 20 วินาที หนึ่งในขั้นตอนที่ผู้โดยสารมักใช้เวลามากที่สุดคือ ด่านตรวจคนเข้าเมือง แต่ด้วยระบบอัตโนมัติที่ผสานเทคโนโลยี Biometric (การยืนยันตัวตนด้วยข้อมูลชีวภาพ) ผู้โดยสารสามารถผ่านด่านตรวจได้ภายใน ประมาณ 20 วินาที เทคโนโลยีที่ใช้ ได้แก่
- Facial Recognition (การจดจำใบหน้า)
- ระบบตรวจสอบข้อมูลผู้โดยสารอัตโนมัติ
- การเชื่อมต่อฐานข้อมูลเพื่อยืนยันตัวตนแบบเรียลไทม์
Seamless Airport Experience
ประสบการณ์สนามบินที่ลื่นไหลไร้รอยต่อเทคโนโลยีที่อยู่เบื้องหลังทั้งหมดคือระบบ Biometric Integration ซึ่งช่วยให้ข้อมูลของผู้โดยสารเชื่อมต่อกันตลอดเส้นทางการเดินทาง ตั้งแต่
- เช็คอิน
- โหลดกระเป๋า
- ตรวจเอกสาร
- ผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง
เมื่อทุกระบบสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างสมบูรณ์ จึงเกิดสิ่งที่เรียกว่า Seamless Flow — ประสบการณ์การเดินทางที่ลื่นไหลไร้รอยต่อ ผู้โดยสารจึงไม่ต้องหยุดรอหรือแสดงเอกสารซ้ำหลายครั้งเหมือนในอดีต
เมื่อ 50 นาทีต่อคน กลายเป็น 500,000 นาทีต่อวัน
ตัวเลข 50 นาทีที่ประหยัดได้ต่อผู้โดยสารหนึ่งคน อาจดูไม่มากนักในระดับบุคคล แต่เมื่อคูณกับจำนวนผู้โดยสารนับแสนคนที่ใช้สนามบินในแต่ละวัน จะเท่ากับการคืนเวลาให้กับผู้คนรวมกว่า 500,000 นาทีต่อวัน ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้มีเพียงแค่ความสะดวกของผู้โดยสาร แต่ยังช่วยให้สนามบินสามารถ
- รองรับผู้โดยสารได้มากขึ้น
- ลดความแออัดภายในอาคารผู้โดยสาร
- เพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการสนามบิน
นี่คือหัวใจสำคัญของ Smart Airport Management

ยกระดับสนามบินไทยสู่ Aviation Hub ระดับโลก
การพัฒนาเทคโนโลยีสนามบินไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของความสะดวกสบายเท่านั้น แต่ยังเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศ
SKY ICT ในฐานะ National Enabler (ผู้สนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีระดับชาติ) มุ่งมั่นพัฒนา Aviation Technology ฝีมือคนไทย เพื่อยกระดับสนามบินของประเทศไทยให้สามารถแข่งขันในเวทีสากลได้
เป้าหมายสำคัญคือการสนับสนุนให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็น Aviation Hub (ศูนย์กลางการบินของภูมิภาค) ที่สามารถมอบประสบการณ์การเดินทางที่ดีที่สุดให้กับผู้โดยสารจากทั่วโลก เพราะในโลกของการเดินทาง “เวลา” คือทรัพยากรที่มีค่าที่สุด และเทคโนโลยีที่ดี ควรช่วยให้ทุกคนได้ใช้เวลานั้นกับสิ่งที่สำคัญกว่า
SKY ICT — Technology Behind Seamless Aviation Experience




